HVAC

Air Ventilation 1024x512

Air Ventilation

ระบบกรองอากาศสำหรับอาคาร  โรงพยาบาล ห้างสรรสินค้า คลีนรูม ช่วยดักจับฝุ่นละอองอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตัวเลือกที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละระบบ

Pre Filter Roll/ฟิลเตอร์ใยสังเคราะห์

วัสดุกรองอากาศชั้นแรก (First Stage Filtration) ผลิตในรูปแบบม้วนความยาวต่อเนื่อง ออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถวัดและตัดตามขนาดโครงกรอง (Frame) ของระบบปรับอากาศหรือระบายอากาศได้ตามหน้างานจริง 

จุดเด่นสำคัญ:

  • ดักจับฝุ่นหยาบเ: ป้องกันฝุ่นละอองขนาดใหญ่ไม่ให้เข้าไปอุดตันอุปกรณ์ภายในระบบ (เช่น คอยล์เย็น, พัดลม) และช่วยยืดอายุการใช้งานของฟิลเตอร์ละเอียด (HEPA / Medium Filter) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ตัดใช้งานง่าย: มาในรูปแบบม้วนต่อเนื่อง สะดวกต่อการตัดให้พอดีกับขนาดเฟรมหรือโครงเหล็กของหน้างานจริง

  • ทนทาน คุ้มค่า: ผลิตจากใยสังเคราะห์ด้วยกระบวนการ Thermal Bonded เส้นใยเหนียวแน่น ไม่หลุดร่วงง่าย และมีค่าการกักเก็บฝุ่นสูง

  • มีหลายความหนา : ปรับได้ตามสภาพลมหน้างานจริง มีหนา 2,3,5,10,15,20,25mm.
  • ขนาดมาตรฐาน : 2x20m. / ตัดตามขนาดที่ต้องการได้
ฟิลเตอร์ใยสังเคราะห์แบบม้วน สีขาว

Pre filter with Frame

แผ่นกรองอากาศชั้นแรกชนิดมีกรอบสำเร็จรูป (First Stage Filtration) ประกอบสำเร็จพร้อมใช้งานทันที โดยนำแผ่นกรองฝุ่นหยาบคุณภาพสูงมายึดติดเข้ากับโครงกรองมาตรฐาน (มีให้เลือกทั้งกรอบกระดาษทนความชื้น, กรอบอลูมิเนียม หรือกรอบสังกะสี) ช่วยให้การติดตั้งและเปลี่ยนแผ่นกรองในระบบ HVAC และ AHU ทำได้อย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบเรียบร้อย

จุดเด่นสำคัญ:

  • พร้อมใช้งาน ถอดเปลี่ยนไว: ไม่ต้องเสียเวลาตัดแผ่นกรองหน้างาน ลดขั้นตอนการทำงาน ช่างสามารถยกเปลี่ยนใส่ตู้ AHU ได้ทันที

  • โครงสร้างแข็งแรง ทนแรงลม: ตัวกรอบช่วยพยุงแผ่นกรองไม่ให้ย้วยหรือหลุดจากตำแหน่งเมื่อเจอลมแรง ช่วยให้อากาศผ่านได้เต็มหน้าสัมผัส

  • ปกป้องระบบอย่างมีประสิทธิภาพ: ดักจับฝุ่นหยาบ  ก่อนเข้าสู่ฟิลเตอร์ละเอียด (Medium / HEPA Filter) ยืดอายุการใช้งานของระบบทั้งหมด

  • มีประเภทกรอบให้เลือกตามสภาพแวดล้อม:

    • กรอบกระดาษ (Beverage Board): น้ำหนักเบา ประหยัด เหมาะกับงานทั่วไป

    • กรอบอลูมิเนียม / สังกะสี: /สแตนเลส ทนทาน ทนความชื้นสูง และนำกลับมาเปลี่ยนเฉพาะไส้กรองได้ (ขึ้นอยู่กับรุ่น)

ฟิลเตอร์ใยสังเคราะห์ใส่เฟรมแบบต่างๆ

Aluminum Filters

แผ่นกรองอากาศและดักจับคราบไขมันแบบโลหะ ผลิตจากตาข่ายอลูมิเนียมขยาย (Expanded Aluminum) ซ้อนทับกันหลายชั้นและขึ้นรูปด้วยโครงอลูมิเนียมที่แข็งแรง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถ ถอดล้างทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Washable) ประหยัดต้นทุนในระยะยาว

จุดเด่นสำคัญ:

  • ล้างทำความสะอาดได้ ใช้งานซ้ำได้ยาวนาน: สามารถใช้น้ำและน้ำยาทำความสะอาดคราบมันฉีดล้างแล้วนำกลับมาติดตั้งใหม่ได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนฟิลเตอร์บ่อยครั้ง

  • ทนความร้อนและความชื้นสูง: โครงสร้างอลูมิเนียมแท้ 100% ป้องกันการเกิดสนิม ทนทานต่อความร้อนสูงและไอน้ำมันได้ดีเยี่ยม

  • ระบายอากาศได้ดี (Low Pressure Drop): โครงสร้างตาข่ายพับทบช่วยให้อากาศไหลผ่านได้สะดวก โดยไม่ขัดขวางการทำงานของพัดลม แต่ยังคงประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นหยาบและละอองน้ำมัน

  • แข็งแรง ไม่เสียรูป: โครงและมุมเชื่อมต่อมีความแข็งแรงทนทาน ทนต่อแรงลมกระโชกในระบบระบายอากาศขนาดใหญ่ได้ดี

อลูมิเนียมฟิลเตอร์ ทั้งแบบเนื้อไม่ใส่กรอบและแบบใส่กรอบ

Auto roll Filters

แผ่นกรองฝุ่นหยาบชนิดม้วนความยาวต่อเนื่อง พร้อมแกนแกนเหล็กสำหรับติดตั้งร่วมกับ เครื่องม้วนแผ่นกรองอัตโนมัติ (Auto-Roll Air Filter Machine) ในระบบปรับอากาศและระบายอากาศขนาดใหญ่ ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นละอองหนาแน่นสูงและต้องเปลี่ยนฟิลเตอร์บ่อยครั้ง โดยระบบจะทำการขับเคลื่อนม้วนแผ่นกรองสะอาดมาแทนที่ส่วนที่สกปรกโดยอัตโนมัติ

จุดเด่นสำคัญ:

  • ทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ: ทำงานร่วมกับระบบควบคุม (Differential Pressure Switch หรือ Timer) เมื่อแผ่นกรองด้านหน้าเกิดการอุดตัน ระบบจะทำการม้วนเก็บฝุ่นและคลายแผ่นกรองสะอาดใหม่ออกมาใช้งานแทนโดยอัตโนมัติ

  • เหมาะสำหรับหน้างานฝุ่นหนาแน่นสูง (High Dust Load): ช่วยแก้ปัญหาแผ่นกรองตันไว ลดความถี่ในการเข้าไปเซอร์วิสเปลี่ยนฟิลเตอร์ด้วยมือในจุดที่เข้าถึงยาก

  • โครงสร้างแข็งแรง ทนทาน: เนื้อใยเสริมตาข่ายออกแบบมาให้มีความเหนียวแน่น ทนแรงดึงของเครื่องจักรอัตโนมัติได้ดี ไม่ขาดง่าย และมีแกนเหล็กช่วยล็อกตำแหน่งให้หมุนได้อย่างราบรื่น

  • ประหยัดเวลาและค่าแรง: แม้จะมีต้นทุนระบบอัตโนมัติ แต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในการซ่อมบำรุงประจำวันได้อย่างมหาศาลในโรงงานขนาดใหญ่

  • เนื้อใย :  มี 2 วัสดุให้เลือก คือใยแก้วและใยสังเคราะห์

  • แกน : มีแบบแกนกลมมีจานหัวทัาย และแกนเหลี่ยม แกนอื่นโทรปรีกษาก่อนได้

ฟิลเตอร์สำหรับเครื่อง Automatic machine

Bag Filters

แผ่นกรองอากาศชนิดถุง (Pocket / Bag Filter) ออกแบบมาเพื่อเพิ่มพื้นที่การกรองอากาศให้ได้สูงสุดในขนาดเฟรมเท่าเดิม รองรับระดับการกรองครอบคลุมตั้งแต่ G4 (กรองหยาบ) ไปจนถึง F9 / ePM1 (กรองละเอียด) นิยมใช้งานอย่างแพร่หลายในระบบระบายอากาศโรงงานอุตสาหกรรม และห้องพ่นสี (Spray Booths) เพื่อควบคุมคุณภาพอากาศให้ได้มาตรฐานบริสุทธิ์สูง

จุดเด่นสำคัญ:

  • พื้นที่กรองสูงกว่าฟิลเตอร์แบนทั่วไป: โครงสร้างรูปแบบถุง (Pockets) ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสอากาศหลายเท่า ทำให้อากาศไหลผ่านได้ดี ลมไม่ตก และกักเก็บฝุ่นได้ปริมาณมหาศาล (High Dust Holding Capacity)

  • ครอบคลุมระดับการกรอง G4 – F9:

    • รุ่น G4 – M5: ดักจับฝุ่นหยาบและฝุ่นปานกลาง ยืดอายุฟิลเตอร์ชั้นถัดไป

    • รุ่น M6 – F9 (ePM1): ดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก ละอองสี และเกสร เพื่ออากาศที่สะอาดบริสุทธิ์

  • ป้องกันการหลุดร่วงของเส้นใย: ผลิตจากใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) เย็บและเชื่อมปิดขอบด้วยความร้อนอย่างแน่นหนา ป้องกันฝุ่นรั่วซึมตามรอยต่อ

  • โครงสร้างกรอบแข็งแรง: ตัวกรอบมีให้เลือกทั้งกรอบอลูมิเนียม สังกะสี และพลาสติก GI ที่ทนต่อแรงดันลมสูง ไม่พับหรือล้มง่ายขณะระบบทำงาน สามารถสั่งทำตามขนาดได้

Image Contact 1

Medium Filters

แผ่นกรองอากาศความละเอียดปานกลาง (Medium Efficiency Filter – M6 ถึง F9 / ePM1) ออกแบบมาเพื่อดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก คราบควัน และมลพิษทางอากาศก่อนเข้าสู่ห้องสะอาด (Cleanroom) หรือฟิลเตอร์ความละเอียดสูง (HEPA Filter) โครงสร้างเน้นการเพิ่มพื้นที่สัมผัสอากาศด้วยการพับจีบ (Pleated Design) และมีรูปแบบโครงสร้างให้เลือกหลากหลายตามความต้องการของหน้างาน

ชนิดและโครงสร้างที่มีให้เลือก:

  1. แบบ Aluminium Separator (กรอบโลหะ + แผ่นกั้นอลูมิเนียม):

    • ใช้แผ่นอลูมิเนียมพับเป็นลอนกั้นระหว่างรอยพับของแผ่นกรอง เพื่อให้รอยพับคงรูป ทนทานต่อแรงดันลมสูงและอุณหภูมิสูงได้ดีเยี่ยม

  2. แบบ Mini-Pleat (กรอบโลหะ/พลาสติก/กระดาษ – พับจีบละเอียด):

    • ใช้กาวร้อน (Hot-melt) เป็นตัวกั้นรอยพับ ทำให้ฟิลเตอร์มีความบาง น้ำหนักเบา ให้พื้นที่กรองสูงแต่ความหนาตัวกล่องน้อย ประหยัดพื้นที่ติดตั้ง

  3. แบบ V-Bank / V-Shape (กรอบพลาสติก ABS แข็งแรง):

    • ออกแบบโครงสร้างรูปตัว V ช่วยเพิ่มพื้นที่กรองอากาศได้สูงสุด รองรับปริมาณลม (Airflow) ได้สูงมาก ลมตกน้อย (Low Pressure Drop) และทนความชื้นได้ดี ไม่เป็นสนิม

จุดเด่นสำคัญ:

  • ประสิทธิภาพการกรองสูง: ดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กตั้งแต่ 0.3 – 10 ไมครอน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ระดับ M6, F7, F8, F9)

  • โครงสร้างแข็งแรง ทนทาน: มีให้เลือกทั้งกรอบโลหะ (สังกะสี / อลูมิเนียม) และกรอบพลาสติก ABS ทนแรงดันลมในระบบ AHU ขนาดใหญ่ได้สบาย

  • ยืดอายุ HEPA Filter: ทำหน้าที่เป็นปราการสำคัญในการกรองฝุ่นละเอียดเบื้องต้น ช่วยลดภาระและยืดอายุการใช้งานของ HEPA Filter ราคาแพง

Image Contact 1

HEPA/ULPA Filters

แผ่นกรองอากาศระดับความละเอียดสูง (HEPA Filter – H13 ถึง H14) และระดับความละเอียดสูงพิเศษ (ULPA Filter – U15 ถึง U17) ออกแบบมาเพื่อดักจับอนุภาคขนาดเล็กจิ๋ว แบคทีเรีย สปอร์เชื้อรา และจุลินทรีย์ในอากาศ เพื่อสร้างพื้นที่ที่ต้องการความสะอาดบริสุทธิ์ขั้นสูงสุด โครงสร้างผลิตจากไมโครไฟเบอร์กลาส (Micro-Fiberglass) คุณภาพสูง ผ่านการทดสอบรอยรั่ว (Scan Test) ทุกชิ้นก่อนส่งมอบ

ระดับประสิทธิภาพการกรอง (Filter Efficiency):

  • HEPA Filter (H13 – H14): ประสิทธิภาพการกรอง 99.97% ถึง 99.995% ที่ขนาดอนุภาค 0.3 ไมครอน (MPPS)

  • ULPA Filter (U15 – U17): ประสิทธิภาพการกรอง 99.9995% ถึง 99.999995% ที่ขนาดอนุภาคเล็กถึง 0.12 ไมครอน (MPPS)

จุดเด่นสำคัญ:

  • กรองอนุภาคขนาดเล็กจิ๋วและเชื้อโรคได้: สามารถดักจับทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 / PM0.1), ละอองเกสร, เชื้อแบคทีเรีย, ไวรัสบางประเภท และสิ่งปนเปื้อนที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า

  • มีรูปแบบโครงสร้างให้เลือกตามระบบ:

    • Mini-Pleat Design: ขนาดบาง น้ำหนักเบา ประหยัดพื้นที่ และให้แรงลมสม่ำเสมอ

    • Deep-Pleat / Aluminium Separator: ทนทานต่อแรงดันลมสูงและอุณหภูมิสูงได้ดี

  • โครงสร้างกรอบมาตรฐานสูง: โครงสร้างกรอบมีให้เลือกทั้ง อลูมิเนียม (Extruded Aluminium), สังกะสี (Galvanized Steel) และ สแตนเลส (Stainless Steel) พร้อมซีลยาง (Gasket) หรือ Gel Seal ป้องกันการรั่วไหลของอากาศ 100%

  • ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล: ผลิตและทดสอบตามมาตรฐาน EN1822 / ISO 29463 เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพการใช้งานจริง

Image Contact 1

FAQ

การเลือกประเภทฟิลเตอร์จะดูจาก ระดับความสะอาดที่ต้องการและตำแหน่งการติดตั้งในระบบ ครับ โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 3 ชั้นหลัก:

  • Pre-filter (ชั้นแรก – G2 ถึง G4): สำหรับดักฝุ่นหยาบ ขนสัตว์ หรือแมลง ป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ภายในอุดตัน นิยมใช้เป็นด่านแรกของทุกระบบ

  • Medium Filter (ชั้นกลาง – M5 ถึง F9 / ถุงกรอง / V-Bank): สำหรับดักฝุ่นละอองขนาดเล็ก คราบควัน หรือละอองสี นิยมใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน หรือเป็นด่านรองก่อนเข้าห้องสะอาด

  • HEPA / ULPA Filter (ชั้นละเอียดสูง – H13 ถึง U17): สำหรับกรองเชื้อโรค แบคทีเรีย และฝุ่นจิ๋วระดับ 0.3 ไมครอน นิยมใช้ในห้องผ่าตัด ห้องคลีนรูม หรือห้องแล็บที่ต้องการความสะอาดสูง

  • ฟิลเตอร์ที่ล้างได้: ตัวหลักคือ Aluminum Filter (แผ่นกรองอลูมิเนียม) ที่ออกแบบมาให้ใช้น้ำหรือน้ำยาฉีดล้างคราบไขมันแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ยาวนาน ส่วนแผ่นกรองใยสังเคราะห์แบบม้วน (Pre-filter Roll) บางรุ่นอาจทำความสะอาดได้จำกัด แต่ส่วนใหญ่แนะนำให้เปลี่ยนเมื่อหมดอายุการใช้งาน

  • ฟิลเตอร์ที่ต้องเปลี่ยนทิ้ง (Single-use): เช่น Pocket Filter, Medium Filter (Mini-pleat/Separator), และ HEPA Filter ไม่แนะนำให้ล้างน้ำเพราะจะทำให้โครงสร้างหรือใยกรองเสียหายและประสิทธิภาพลดลง

  • อายุการใช้งาน: ขึ้นอยู่กับปริมาณฝุ่นในหน้างาน (โดยทั่วไป Pre-filter อยู่ได้ 3-6 เดือน, Medium อยู่ได้ 6-12 เดือน และ HEPA อยู่ได้ 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการอุดตัน)

สามารถสังเกตและพิจารณาเปลี่ยนได้จาก 3 สัญญาณหลักครับ:

  1. เกจวัดแรงดัน (Differential Pressure Gauge / Magnehelic): หากแรงดันตกคร่อมฟิลเตอร์ (Pressure Drop) สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ในคู่มือระบบ แสดงว่าฟิลเตอร์เริ่มอุดตันและควรเปลี่ยนใหม่

  2. ปริมาณลมลดลง: สังเกตได้ว่าลมที่จ่ายออกจากท่อแอร์หรือระบบระบายอากาศมีความแรงลดลงอย่างเห็นได้ชัด

  3. การตรวจสอบด้วยสายตา: สำหรับ Pre-filter หรือถุงกรอง หากมีคราบฝุ่นหนาแน่นเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำหรือฉีกขาด ควรทำการเปลี่ยนทันทีเพื่อไม่ให้ฝุ่นหลุดรอดไปทำลายฟิลเตอร์ชั้นในที่มีราคาแพง

เพราะการใส่ Pre-filter ช่วย ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างมหาศาล ครับ Pre-filter มีราคาถูก ออกแบบมาเพื่อรับภาระหนักในการดักจับฝุ่นชิ้นใหญ่ หากไม่มี Pre-filter ฝุ่นหยาบจะเข้าไปอุดตันแผ่นกรอง Medium หรือ HEPA Filter (ซึ่งมีราคาสูงกว่าหลายเท่า) อย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องเปลี่ยนฟิลเตอร์ราคาแพงบ่อยเกินความจำเป็น การมี Pre-filter จึงช่วยยืดอายุการใช้งานของฟิลเตอร์ชั้นในให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพครับ

 

แม้ว่า “ปัจจัยภายใน” (เช่น ชั่วโมงการทำงานหรือกระบวนการผลิต) จะคงที่ตลอดทั้งปี แต่ “ปัจจัยภายนอกและสภาพแวดล้อม” จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่ออายุการใช้งานของฟิลเตอร์ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ฟิลเตอร์ตันเร็วแบบกะทันหัน มี 2 ประการดังนี้ครับ:

1. อิทธิพลของความชื้นสูง (High Humidity / Rainy Season Effect):
  • เส้นใยฝุ่นจับตัวเป็นก้อน (Dust Agglomeration): ในช่วงหน้าฝนหรือช่วงที่ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศจะดูดซับความชื้น จนมีน้ำหนักมากขึ้นและจับตัวรวมกันกลายเป็นก้อน/คราบกาวเหนียว (Mud/Slurry Layer)

  • การอุดตันของช่องเปิด (Pore Clogging): ฝุ่นที่ชื้นและเหนียวจะเข้าไปเกาะและอุดรูพรุนของเส้นใยฟิลเตอร์อย่างรวดเร็ว เกิดเป็นชั้นฟิล์มต้านลม (Cake Layer) ทำให้ค่าความดันตก ($\Delta P$) พุ่งสูงขึ้นทันที ต่างจากฝุ่นแห้งที่มักจะเกาะหลวมๆ และสะบัดออกง่ายกว่า

2. ฝุ่นและอนุภาคปนเปื้อนจากภายนอกโรงงาน (External Dust & Construction):
  • งานก่อสร้างหรือการปรับปรุงพื้นที่ใกล้เคียง: ฝุ่นจากการเผา การก่อสร้าง (เช่น ฝุ่นปูน, ฝุ่นทราย, ฝุ่นปูนซีเมนต์) มีขนาดอนุภาคที่สม่ำเสมอและมีความแหลมคมสูงมาก เมื่อเติมเข้ามาในระบบลมเติมอากาศ (Fresh Air Intake) จะทำให้ปริมาณฝุ่นสะสม (Dust Load) พุ่งสูงกว่าสภาวะปกติหลายเท่าตัว

  • ทิศทางลมตามฤดูกาล: ลมมรสุมหรือลมประจำฤดูอาจพัดเอาละอองเกสร, ฝุ่นถนน, หรือไอระเหยสารเคมีจากพื้นที่ข้างเคียง เข้ามาทางช่องดูดอากาศของโรงงานโดยไม่รู้ตัว

  • แบบกรอบกระดาษ: ข้อดีคือ น้ำหนักเบา ถอดของเก่าทิ้งแล้วเปลี่ยนของใหม่ได้เลย ประหยัดเวลาการทำงาน และลมไม่แรงมาก หรือรางเก่ารับน้ำหนักมากไม่ไหว และจะได้เปรีย

  • แบบกรอบโลหะ: ข้อดีแข็งแรงกว่า ถอดเปลี่ยนเนื้อได้ง่าย สามารถล้างได้ ในระยะยาวราคาจะถูกกว่าแบบกรอบกระดาษ แต่น้ำหนักถ้าใส่หลายชิ้นจะหนักกว่ากรอบกระดาษมากต้องตรวจสอบโครงสร้างก่อนถ้าต้องการจะเปลี่ยนจากกรอบกระดาษมาเป็นกรอบโลหะ

สามารถสั่งทำตามขนาดที่ต้องการได้ครับ เนื่องจากตู้ AHU หรือระบบระบายอากาศของแต่ละอาคาร/โรงงานมีขนาดโครงสร้างที่แตกต่างกัน ทางเราสามารถผลิตฟิลเตอร์ทุกประเภท (ทั้ง Pre, Pocket, Medium และ HEPA) ให้ได้ขนาดกว้างxยาวxหนา พอดีกับหน้างานจริงของลูกค้า รวมถึงเลือกชนิดของกรอบ (กระดาษ, อลูมิเนียม, สังกะสี, สแตนเลส) ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมได้ครับ

ค่า Pressure Drop บอกถึง ความต้านทานลมของฟิลเตอร์ ครับ

  • ค่าเริ่มต้น (Initial Pressure Drop): ยิ่งค่าน้อย อากาศยิ่งไหลผ่านได้ดี พัดลมทำงานไม่หนัก ประหยัดพลังงาน

  • ค่าสูงสุดที่ต้องเปลี่ยน (Final Pressure Drop): เป็นตัวบอกว่าเมื่อฝุ่นสะสมจนถึงค่านี้ ระบบจะเริ่มทำงานหนักเกินไปและต้องทำการเปลี่ยนฟิลเตอร์ การเลือกฟิลเตอร์ที่มีค่า Pressure Drop ต่ำแต่ดักฝุ่นได้ดี จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าของพัดลมในระบบ AHU ได้ในระยะยาวครับ

ไม่จริงครับ “ฟิลเตอร์ที่ดีที่สุด” ไม่ใช่ฟิลเตอร์ที่ละเอียดที่สุดเสมอไป แต่คือ “ฟิลเตอร์ที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่สุดกับระบบลม (Airflow System) ของคุณ”

การเลือกฟิลเตอร์ที่มีความละเอียดสูงเกินกว่าที่เครื่องจักรหรือระบบระบายอากาศจะรับไหว จะส่งผลเสียตามมาทันทีดังนี้:

1. ปัญหาแรงดันตกในระบบ (High Pressure Drop):

ยิ่งฟิลเตอร์มีความละเอียดในการกรองสูง (ความละเอียดไมครอนเล็กมาก) ช่องว่างให้ลมผ่านก็จะยิ่งเล็กลง หากพัดลมดูดอากาศ (Blower) หรือพัดลมแอร์ไม่มีแรงดันลม (Static Pressure) มากพอ อากาศจะไม่สามารถไหลผ่านฟิลเตอร์ได้ตามปกติ

2. ผลกระทบต่อเครื่องจักรและกระบวนการผลิต:
  • อัตราการหมุนเวียนอากาศตก (Flow Rate Drop): ปริมาณลม (CFM) ในระบบจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้อบสีไม่แห้ง ความร้อนในตู้คอนโทรลสูงขึ้น หรือระบบระบายอากาศทำงานไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน

  • พัดลมและมอเตอร์ทำงานหนักเกินกำลัง (Overload): มอเตอร์ต้องใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อดันลมผ่านแผ่นกรอง ส่งผลให้กินไฟมากขึ้น เกิดความร้อนสะสม และมอเตอร์สุ่มเสี่ยงต่อการไหม้ชำรุดเสียหาย

💡 หลักการเลือกฟิลเตอร์ที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม:

ควรพิจารณา “สมดุล 3 ประการ” ดังนี้:

  1. คุณภาพอากาศที่ต้องการ (Required Air Cleanliness): เลือกความละเอียดให้พอดีกับความต้องการของงาน (เช่น งานกรองฝุ่นโรงงานทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้ถึงเกรด HEPA/ULPA)

  2. แรงดันและปริมาณลมของระบบ (Airflow Rate & Static Pressure): ตรวจสอบว่า Blower ของคุณสามารถสร้างแรงดันดันลมผ่านค่าความดันตก (Pressure Drop) ของฟิลเตอร์รุ่นนั้นๆ ได้หรือไม่

  3. อายุการใช้งานและความคุ้มค่า (Dust Holding Capacity): การใช้ฟิลเตอร์กรองตามระดับชั้น (Pre-Filter $\rightarrow$ Medium Filter $\rightarrow$ HEPA Filter) จะช่วยซับแรงฝุ่นเป็นขั้นเป็นตอน ยืดอายุการใช้งานรวมของระบบได้ยาวนานที่สุด

สาเหตุที่สเปคกับหน้างานจริงไม่ตรงกัน มาจาก “ตัวแปรหน้างาน (Field Variables)” ที่ห้องแล็บไม่สามารถจำลองได้ทั้งหมดครับ โดยปัจจัยหลักๆ มีดังนี้:

  1. ความต้านทานในระบบท่อลมจริง (System Resistance / Ductwork):

    • ในแคตตาล็อกวัดจากชุดทดสอบแบบเปิดโล่ง แต่หน้างานจริงมีทั้งข้องอ (Elbows), การลดขนาดท่อ (Reducers), แดมป์เปอร์ (Damper) และความยาวของท่อดักส์ ซึ่งสร้างแรงดันต้าน (Static Pressure) ทำให้ลมตกวูบลงกว่าสเปคพัดลม

  2. สภาพของลมหน้างาน (Air Conditions):

    • อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงขึ้น ทำให้ความหนาแน่นของอากาศเปลี่ยนไป ส่งผลให้ประสิทธิภาพการไหลของลมผ่านไส้กรอง (Airflow Density) คลาดเคลื่อนจากค่ามาตรฐาน

  3. การสะสมของฝุ่นตามรอบเวลา (Dust Loading Effect):

    • สเปคในแคตตาล็อกมักจะเป็น Initial Pressure Drop (ค่าแรงดันตกตอนฟิลเตอร์ยังใหม่เอี่ยม) แต่พอหน้างานจริงเดินระบบไปสักระยะ ฝุ่นเริ่มเกาะ ค่าแรงดันตกคร่อม จะพุ่งสูงขึ้นทันที และลมจะเริ่มดรอปลงอย่างรวดเร็ว

🛠️ แนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาหน้างานจริง:

  • เผื่อค่า Safety Factor (เผื่อเผื่อสเปค): เวลาออกแบบระบบหรือเลือกซื้อฟิลเตอร์ อย่าเลือกชนพอดีเป๊ะตามหน้าตัดท่อ ควรเลือกเผื่อพื้นที่ผิวการกรอง (เช่น เลือกแบบพับจีบแทนแบบแผ่นเรียบ) หรือเผื่อแรงดันพัดลม (Blower Static Pressure) อีก 15% – 20%

  • ติดตั้งเกจวัดแรงดัน (Differential Pressure Gauge / Magnehelic): ควรติดเกจวัดคร่อมหน้าฟิลเตอร์ (Pre & Post Filter) เสมอ เพื่อให้ช่างเห็นค่าแรงดันตกจริงหน้างาน จะได้รู้ว่าควรล้างหรือเปลี่ยนฟิลเตอร์เมื่อไหร่ โดยไม่ต้องอิงแค่เวลาตามปฏิทิ

ยังไม่แน่ใจว่าต้องใช้สินค้ารุ่นไหน หรือต้องการสั่งทำขนาดพิเศษ?